<img height="1" width="1" style="display:none" src="https://www.facebook.com/tr?id=1571737753057138&amp;ev=PageView&amp;noscript=1">

คู่มือทำ E-Commerce SEO อย่างง่าย ฉบับสมบูรณ์ ปี 2019

Posted by Thanakrit Kitirachpol on 08-Dec-2018 00:37:45

คู่มือทำ SEO ที่จะช่วยเพิ่มยอดผู้เข้าชมร้านค้าออนไลน์และยังเพิ่มยอดขายให้คุณมากขึ้นอีกด้วย แค่ทำตามคู่มือของเราทีละขั้นตอน

หลายคนทำ SEO ด้วยความเข้าใจผิด มัวแต่ไปโฟกัสที่จำนวน หรือ  Volume  ว่าต้องสูงมาก ถึงจะอยู่เหนือคู่แข่ง

หากจะพูดให้เห็นภาพชัดขึ้น สมมติว่าคุณขาย เสื้อผ้าสำหรับผู้ชาย คีย์เวิร์ดคำว่า “mens clothing” chart ต่อไปนี้แสดงให้เห็นว่าคุณกำลังโฟกัสที่ยอดการค้นหา (Volume)

 mens-clothing-monthly-search-volume-ahrefs-keywords-explorer

คาดคะเนจำนวน (Volume) ของคีย์เวิร์ดคำว่า “mens clothing”  จากการค้นหารายเดือนของประเทศอเมริกา อิงจาก Ahrefs Keywords Explorer

 และเราลองมาดูเว็บไซต์ที่ได้อันดับสูง ๆ ด้านล่างนี้บ้าง

 top-5-mens-clothing

คุณคิดว่าคุณสามารถโค่นเว็บไซต์เหล่านี้ลงได้ไหม? ต้องบอกเลยว่า ความเป็นไปได้นั้นเป็นศูนย์ คุณคงสงสัยแล้วว่าแบบนี้คุณจะเลือกทำอะไรให้เอาชนะได้บ้าง? คำตอบก็คือ โฟกัสให้ถูกจุด ให้โฟกัสที่สินค้าแต่ละชนิด แต่ละประเภท และก็ต้องโฟกัสไปที่เว็บไซต์ประเภทไหนที่คู่แข่งน้อยที่สุด

คู่มือนี้ จะบอกทุกขั้นตอนถึงวิธีการตั้งแต่ต้นจนจบ

มาเริ่มกันเลยดีกว่า!!

เริ่มจากสิ่งแรกที่ต้องทำก่อน ก็คือไปที่ https://ahrefs.com/site-audit  และหา Errors ทั้งหมดบนเว็บคุณให้เจอก่อน

ดูนาย Sam Oh อธิบายว่าต้องทำยังไงบ้างได้จากคลิปด้านล่างนี้

 

คุณอาจมองว่าคุณยังไม่ต้องการผลลัพธ์จากการหาสิ่งนี้เท่าไหร่ แต่บอกเลยว่า คุณจะต้องการมันแน่นอน แต่เนื่องจากการตั้งค่าทั้งหมดนี้จะใช้เวลาค่อนข้างเยอะหน่อย เลยแนะนำให้เริ่มทำสิ่งนี้ก่อน

มาเช็คไปด้วยกันก่อนเลยดีกว่า

ถ้าตอนนี้คุณกำลังทำร้านค้าออนไลน์อยู่ เว็บไซต์ของคุณจะต้องใช้เป็น HTTPS ถ้าลองเช็คดูจากหลาย ๆ เว็บไซต์ คุณคงจะไม่เชื่อว่า ร้านค้าออนไลน์หลายเว็บไซต์ ไม่ได้ใช้ HTTPS 

asos-no-https

แล้ว HTTPS สำคัญขนาดนั้นเลยหรอ? มันสำคัญมาก เนื่องจากร้านค้าออนไลน์เกือบทุกร้านมีข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานอยู่ ดังนั้น การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณต้องปกป้องพอ ๆ กับข้อมูลบัตรเครดิต

และ Google เองก็ยืนยันว่า มีการจัดอันดับเว็บไซต์ผ่านข้อมูลจาก HTTPS ด้วยถึงแม้จะไม่ได้มีผลมากขนาดนั้น แต่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่คุณควรเช็ค

วิธีการตั้งค่าที่ถูกต้องได้ ดูได้จากคู่มือนี้

มาเริ่มกันเลย!!!!

ส่วนที่ 1  การค้นหาเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ผ่านการค้นหาด้วย Keyword

วิธีการเหมือนกับการทำแคมเปญ SEO  ทั่วไป คือเริ่มจากการค้นหา Keyword หากปราศจาก Keyword เหล่านี้ มันก็เหมือนกับตาบอดคลำทาง เพราะคุณจะทำ SEO อย่างไร้ทิศทาง อาศัยแค่อารมณ์ ความรู้สึกมาทำแคมเปญ SEO ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไร

แล้วจะสร้าง Keyword เพื่อค้นหาร้านค้าอย่างไรล่ะ?

จริง ๆ มันง่ายมาก ขั้นตอนมีแค่

1. จดหน้า page ทั้งหมดที่คุณมีในเว็บของคุณออกมา

2. หาคำ หรือเขียนคำที่เหมาะสมกับแต่ละ page ออกมา

เกร็ดความรู้ ถ้าหากคุณยังไม่มีร้านค้าออนไลน์ อ่านไปเรื่อย ๆ ในคู่มือนี้มีทริคสอนตั้งค่าให้คุณได้ทำตาม

และแน่นอน ทุก ๆ ครั้ง คุณควรต้องทำการบ้าน ค้นคว้า keyword ตามเนื้อหาของแต่ละ Page ก่อน

ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่แนะนำอย่างยิ่งว่าให้ทำไม่ว่าจะมีกี่เว็บไซต์ก็ตาม แต่สำหรับเว็บไซต์ที่เป็นสำหรับร้านค้าออนไลน์นั้น หน้าเว็บไซต์ หรือหน้าเว็บเพจจะแบ่งออกเป็น 2 หน้าหลักๆ  คือ (1) หน้าหมวดหมู่ และ (2) หน้าสินค้า

ซึ่งแต่ละหน้านั้นมีขั้นตอนและวิธีที่แตกต่างกันเล็กน้อย เพราะงั้นจะเริ่มจากตรงไหนดี?

1.1 จดชื่อ URL เว็บเพจทั้งหมดของเว็บไซต์คุณออกมา

โดยไปที่ URL เว็บไซต์ของคุณ /sitemap.xml

เมื่อกรอกเสร็จ หน้าตาจะออกมาประมาณนี้

 sitemap

หากคุณหาแผนผังหรือ Sitemap ของคุณ จาก URL ที่ใช้อยู่ไม่เจอ ให้ไปที่  URL เว็บไซต์ของคุณ/robots.txt หน้านี้จะแสดง sitemap URL ของคุณ

เกร็ดความรู้ ถ้าเห็นไฟล์ที่สกุลเป็น .gz ให้ลบออก เช่น sitemap.xml.gz ให้ลบออกเหลือแค่ sitemap.xml การที่ไม่ลบออก ตัวเว็บจะทำการดาวน์โหลด sitemap แทนการแสดงบน browser

ให้ใช้ Scraper plugin (Chrome) เพื่อแตกลิสต์ URL ออกมา

โดยใช้  XPath   เป็น //a[contains(text(), »{ชี่อเว็บไซต์ของคุณ}")]/@href

หากคุณยังไม่มีเว็บไซต์ออนไลน์เป็นของตัวเอง ให้ทำตามด้านบนกับเว็บไซต์คู่แข่งที่มีอยู่จริงเท่านั้น

จากนั้นคุณสามารถเริ่มลองหา Keyword ได้จากการดูแบบโครงสร้างเว็บไซต์ หมวดหมู่ และสินค้าของคู่แข่ง

หากต้องการหาเว็บไซต์ที่เหมาะสม ลองเข้าไปที่เว็บไซต์ https://ahrefs.com/keywords-explorer  จากนั้นให้ใส่ keyword ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่คุณคิดจะขาย ประมาณ 10 - 15 คำ แต่ต้องเช็คให้มั่นใจว่าคุณเลือกถูกประเทศ

 keywords-explorer-brewing-keywords

ไปที่เมนูด้านซ้ายมือ จากนั้นเลือก “Traffic Share” และไปที่ “By Domains”

 traffic-share-by-domains

จากภาพด้านบน แสดงให้เห็นว่า Domains ไหนมีคนเข้ามาเยี่ยมชมมากที่สุดจากการค้นหา keyword ที่คุณค้นหา

ให้คุณเลือก 1 Domain จากในนี้ (พยายามอย่าเลือกแบรนด์ชื่อดังมาก) จากนั้นให้ทำตามขั้นตอนด้านบนเพื่อแตก sitemap ออกมา

จากนั้นคัดลอกผลลัพธ์ที่ได้ลง Google Sheet

เกร็ดความรู้  การเริ่มหา keyword จากเว็บไซต์คู่แข่งช่วยประหยัดเวลาในการต้นหาคีย์เวิร์ด list และยังช่วยคัดหมวดหมู่หรือสินเค้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่คุณจะขายออกด้วย

1.2  จัดลำดับความสำคัญของแต่ละ Page

 เบื้องต้น เราได้แนะนำให้คุณค้นคว้าหา Keyword เริ่มจากหน้าหนึ่งไปอีกหน้าหนึ่งก่อน ซึ่งเรารู้ว่าคุณกำลังคิดว่า 

« ในเว็บไซต์ผมมีหลาย Page เยอะมากนะ คุณมาคาดหวังว่าผมจะใส่ keyword ได้หมดหลาย ๆ คำและปรับเนื้อหาทีละหน้าแบบนี้ได้หมดเลยหรอ »

เราหวังให้เป็นเช่นนั้นจริง ๆ แต่เราเองก็เข้าใจได้ว่า มันอาจใช้เวลาเป็นชาติกว่าจะทำเสร็จ เพราะงั้นเราจะมาบอกทริคที่ช่วยให้คุณทำเสร็จเร็วขึ้น

คือ การปรับ Page ที่สำคัญที่สุดก่อน

ถ้าคุณติดตั้ง Tracking ร้านค้าออนไลน์ของคุณเข้ากับ Google Analytics คุณจะสามารถเห็นภาพชัดขั้นว่าหน้าไหนสำคัญที่สุด โดยให้ไปที่  Behaviour > Site Content > Landing Pages > sort by revenue (high to low)

google-analytics-revenue-pages

เกร็ดความรู้ อย่าลืมแยกประเภท Report จะได้เห็นว่ายอดคนที่มาเยี่ยมจริง ๆ จากการค้นหามีจำนวนเท่าไหร่

หรือ คุณจะใช้ Report เดียวกันและ แยกดูเฉพาะ « by traffic (session) » แทนก็ได้เหมือนกัน

แต่ถ้าหากคุณไม่ได้ติดตั้ง Google Analytics ซึ่งถ้าเป็นไปได้ คุณควรติดตั้งไว้นะ หรือคุณอาจจะต้องการแค่หาข้อมูลของเว็บไซต์คู่แข่ง (เพราะคุณยังไม่ได้เริ่มติดตั้งร้านค้าออนไลน์) ให้ลองจาก Report ของ Ahrefs https://ahrefs.com/site-explorer  หน้าที่อยู่ด้านบน ๆ ดู โดยไปที่ Site Explorer >  ใส่ Domain ลงไป > ไปที่ Top Pages

 ahrefs-top-pages

1.3 ค้นหา และเขียน Keyword ของแต่ละหน้าออกมา

ตอนนี้คุณคงมีลิสต์หน้าเว็บไซต์ หรือ Page ที่คุณจัดอันดับแล้วว่าหน้าไหนสำคัญบ้างแล้ว ให้คุณเริ่มหา หรือเขียน Keyword ของแต่ละ Page ออกมา Keyword ที่ต้องเขียน เช่น

  • Keyword หลัก (เช่น Keyword สำคัญที่คุณอยากใส่เพื่อหาหน้าเว็บนั้น)
  • Long Tail Keyword คำค้นหาแบบเฉพาะเจาะจง เช่น คำใด ๆ ก็ตามที่คุณเห็นว่ามันจะดึงให้คนเข้ามาดูหน้าเว็บนี้มากขึ้น

 มาเริ่มลองกันกับ Head Keyword เลยดีกว่า

ขั้นตอนแรก หา Head Keyword หรือ Keyword หลัก

คุณจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ต้องบอกว่า แค่คุณค้นหาจาก Keyword ที่คุณคิดไว้อยู่แล้ว นั่นเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะหา Head Keyword ทั้งนี้ คุณสามารถลองหาได้จาก https://ahrefs.com/site-explorer

เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น มาลองหา keyword สำหรับธุรกิจ Grainfather เป็นกิจการเกี่ยวกับการหมักเบียร์จากยอดข้าวแบบครบวงจร

ไปที่ Site Explorer > ใส่ URL ลงไป > Organic Keywords

grainfather-malt-millerเกร็ดความรู้ ตอนค้นหาใน Site Explorer ให้ตั้งเป็น « URL » ซึ่งตรงนี้จะอยู่ตรง ตัวเลือก drop-down

ลองสังเกต keywords ที่ขึ้นดู (จากรูปด้านบน) คำว่า « Grainfather » (มีคนใช้ค้นหา 2.9k ต่อเดือน) อยู่ในอันดับที่เด่นที่สุดในบรรดาทุก keyword ของหน้านี้ และท้ายที่สุด คำนี้ก็คือคำทำให้เราขายได้

แต่เดี๋ยวลองไปคลิกดูตรง  SERP drop down  และดูข้อมูลของหน้าเว็บที่ติด 10 อันดับแรก จากนั้น ให้เช็ค 2 สิ่งตามนี้

  1. หน้าเว็บที่ติดอันดับตอนนี้เป็นข้อมูลเกี่ยวกับอะไร? เป็นข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์? เกี่ยวกับหมวดหมู่สินค้า? เป็น Blog? หรือเป็นอะไรนอกเหนือจากนี้? ซึ่งตรงนี้สำคัญมาก เพราะข้อมูลนี้จะทำให้คุณสามารถหา Keyword ได้ถูกต้อง ถูกทางตามที่คุณต้องการหรือเปล่า ถ้าคุณเห็นว่า 10 อันดับแรกของหน้าเว็บทั้งหมดที่ขึ้นมาเป็น Blog ทั้งหมด คุณก็ไม่จำเป็นต้องไปใส่ keyword เกี่ยวกับพวกข้อมูลสินค้า หรือประเภทของสินค้า ให้เสียเวลาเพราะมันไม่เวิร์ก เพราะคนไม่ได้สนใจในตอนนี้
  1. หา Keyword ที่มีการค้นหามากที่สุด (Top keyword) เรามีการแสดงผลของ keyword ที่มีการถูกค้นบ่อย ๆ ในเมนู ภาพรวม ของ SERP และหลาย ๆ ครั้งคุณอาจจะเจอ keyword ซ้ำ ๆ กันของหน้าเว็บที่ติด 10 อันดับแรกด้วย ซึ่งอาจจะไปซ้ำกับ keyword ที่คุณกำลังคิดจะใส่เป็น head keyword ซะด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างนั้น บางครั้งการลองค้นหา top keywords จากตรงนี้ก็เป็นอีกวิธีนึงที่ให้คุณหา head keyword เจอเพิ่มก็ได้

 เพราะแบบนี้แล้ว เรามาเริ่มทำตามกันเลย

 grainfather-serps

จากรูปด้านบน ข้อสังเกตที่ได้มา มีดังนี้

  • 3 อันดับแรกคือ หน้าเว็บหลักของ Grainfather ซึ่งเราจะไม่ทำให้หน้านี้มาอยู่อันดับล่าง ๆ แน่นอน
  • 86% ของผลลัพธ์ที่แสดงเป็นข้อมูลเกี่ยวกับ ประเภทธุรกิจ E-Commerce หรือหน้าเกี่ยวกับสินค้า ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะนั่นแปลว่า คนเข้ามาดูหน้านี้มีความต้องการจะซื้อของ เลยมาดูหน้านี้นั่นเอง
  • Keyword ที่มีการถูกใช้ค้นหาบ่อยคือคำว่า « grainfather » ดังนั้น คำนี้ถือเป็นคำที่ดีมากที่จะใช้ head keyword

 หลังจากเห็นสมควรแล้วว่า คำนี้เหมาะกับเป็น head term สำหรับหน้าเว็บหน้านี้แล้ว ก็ให้ใส่ไปใน spreadsheet  ของตัวเอง

 head-keyword-grainfather

เกร็ดความรู้ หากคุณไม่สามารถทำได้ตามที่กล่าวมารึเปล่า? ลองดูวิธีนี้

บางครั้งบางอย่างอาจจะไม่ได้เข้าใจง่ายเสมอไป มาลองดูตัวอย่างจาก รายงาน Organic Keywords ตามรูปด้านล่างนี้จาก http://www.asos.com/women กัน

 asos-women-keywords

เราจะเห็นว่าไม่ใช่ว่า มีการแสดง keyword มากกว่า 4,000 keyword แต่คุณจะเห็นอีกว่า มี keyword ที่ถูกค้นหาพร้อมชื่อแบรนด์ เยอะมาก รวมถึง ก็มีจำนวน keyword ที่ไม่ได้หาด้วยชื่อแบรนด์แสดงด้วยแต่การค้นหานั้นน้อยมาก เช่น คำว่า « woman store »

keyword ทั้งหมดที่เห็นจากรูปด้านบนนี้ ไม่มีคำไหนเลยที่สามารถเอามาใช้เป็น head term ได้ ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่เราทำได้ มีดังนี้

  1. จดประเภท Organic Keywords ตามจำนวนการค้นหา (Volume)
  2. เฟ้นหาคำที่เหมาะที่จะเป็น head term หรือ keyword หลักของเว็บนี้ออกมา (ใช้ความสามารถของคุณให้เต็มที่)
  3. นำลิสต์คำที่คุณมีไปเช็คที่ SERPs และดูว่าหน้าเว็บที่ติดอันดับส่วนมากเป็นข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือหมวดหมู่สินค้า (ถ้าค้นหาคำที่ลิสต์มาไม่เจอให้ลองค้นหาคำอื่น ๆ)
  4. หาหน้าเว็บที่ดูคล้าย ๆ เว็บของคุณบน SERP Overview ที่มีคนเข้าไปดูเยอะที่สุด
  5. เปิดดู Organic Keywords ของหน้านั้น
  6. ทำซ้ำ ๆ ใหม่ตั้งแต่ขั้นตอนแรกลงมา

 ไฟล์ GIF สั้น ๆ ด้านล่างนี้ แสดงการสาธิตขั้นตอนที่ 1,2,3,4,5

 gif-duplicate-content

 

ขั้นตอนที่ 2 หาคำค้นหาแบบเฉพาะเจาะจง (Long Tail Keyword) และคำค้นหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกัน 

keyword ประเภทนี้สามารถหาเจอได้หลายวิธี

สำหรับผู้เริ่มต้น  Organic Keywords ถือเป็นแหล่งรวบรวมที่ดีมากสำหรับการค้นหา Keyword แบบเฉพาะเจาะจงหรือ Keyword ที่เกี่ยวข้องกัน  เพียงแต่คุณต้องจำให้แม่นว่าคำที่คุณค้นหาจาก  SERP นั้นคล้ายกันหรือเกี่ยวข้องกัน เช่น คำค้นหาลำดับต้นๆ (Top Ranking) นั้นเป็นคำที่เกี่ยวข้องกับ E-Commerce หรือการแยกหมวดหมู่สินค้า

จากนั้นให้เพิ่มคำใด ๆ ก็ตามที่คุณเห็นว่าเหมาะสมลงใน spreadsheet ของคุณ

long-tail-keywords-spreadsheet

แต่ก็นั่นแหละ รายงานนี้อาจมีข้อมูลเยอะแยะมากเกินไป ซึ่งแบบนี้ เราก็มีเทคนิคมาช่วย

โดยไปที่ https://ahrefs.com/keywords-explorer > จากนั้นใส่ head term ลงไป > ไปที่ SERP Overview

จากนั้นให้ Copy และ Paste หน้าเว็บที่ติดอันดับ 3 - 10 เกี่ยวกับสินค้าหรือหน้าประเภทสินค้าใน https://ahrefs.com/content-gap จากนั้นให้ตั้งค่าตามข้อด้านล่างนี้

  1. เว้นช่อง « But the following target doesn’t rank for » ให้ว่างไว้ (สำหรับตอนนี้)
  2. ติ๊กถูกช่อง « At least one of the targets should rank in top 10»
  3. เลือก « at least 2 of the below targets » จาก drop down เมนู « Show keywords that _ rank for »

ผลลัพธ์ที่ได้ควรเป็นตามนี้

 grainfather-content-gap

วิธีนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณหา Keyword หลาย ๆ คำเจอ แต่ยังช่วยให้คุณหาคำที่มีความหมายคล้าย ๆ กันได้อีกหลายคำเพื่อมาวางรวมกัน เช่น « all on one brewing system »

จากนั้นเอาคำที่ได้มาลงใน spreadsheet ของคุณ

grainfather-lsi-long-tail

จากนั้นทำขั้นตอนทั้งหมดซ้ำสำหรับแต่ละหน้าเว็บไซต์ของคุณ

ส่วนที่ 2 การทำ SEO บนเว็บไซต์

หลังจากที่เราหา keyword และคำศัพท์สำหรับปรับลงแต่ละหน้าได้แล้ว ตอนนี้เราต้องเริ่มลงมือนำข้อมูลที่เราเจอไปใช้ต่อ

2.1 ปรับแต่ง Meta Titles, Descriptions, และ H1

เว็บ E-Commerce ส่วนมากใช้ Template  เพื่ออธิบาย Meta Tag หน้าตาจะออกมาคล้ายกันประมาณนี้ ตามรูป

 smyths-title-metas-1

เหตุผลง่าย ๆ ที่หลายเว็บไซต์ใช้ Template เขียนอธิบายหัวข้อเอาแทน นั่นเพราะเว็บนั้น ๆ มีหลายหน้า ตั้งแต่ สิบหน้า บางทีก็ร้อยกว่า หรือพันกว่าหน้าในเว็บไซต์นั่นเอง และการนั่งเขียนหัวข้อ หรือเนื้อหาแบบที่ไม่ใช้ Template หรือแบบที่คิดและเขียนเองใหม่ตามแต่ละหน้าเว็บมันเป็นงานที่น่าเบื่อจนทำให้หลอนเลยก็ได้

แต่ปัญหาก็คือ

การใช้ Template ตามที่เค้ากำหนดมามันไม่ควรทำ เพราะการเลือกทำแบบนี้เราจะไม่สามารถปรับแต่งข้อความแต่ละหน้าในเว็บไซต์ได้

เพราะแบบนี้ เราจึงแนะนำให้ลองด้วยวิธีนี้แทน

ให้พยายามใช้ความพยายามทั้งหมดที่คุณมีเขียน tag ที่สามารถปรับได้ออกมาสำหรับหน้าเว็บต่าง ๆ ที่สำคัญ ๆ จากนั้นจึงค่อยใช้ Template กับหน้าอื่น ๆ ที่สำคัญรองลงมา

ถึงอย่างนั้น เราไม่แนะนำให้ใช้ Template เดียวกันกับทุก ๆ หน้าของเว็บไซต์ อยากให้คุณสร้าง Template ที่เป็นของคุณเองสำหรับแต่ละหน้าเว็บของคุณ ไม่ว่าจะเป็นหน้าประเภทสินค้า หรือ หน้าสินค้าภายในประเภทนั้น ๆ หรือยี่ห้อสินค้า เป็นต้น

ตัวอย่างเช่น

ร้าน Malt Miller ขายเมล็ดพืช « Hops » 85 ชนิด ที่แตกต่างกัน และขายในรูปแบบที่บรรจุในซองไนโตรเจนฟลัชสุญญากาศ ปริมาณ 100 กรัม

 malt-miller-86-hops

 ด้านล่างนี้เป็นคำอธิบายหัวข้อแบบย่อ และคำอธิบายเนื้อหาที่น่าพอใจสำหรับสินค้าแต่ละของสินค้าประเภทนี้

Buy {HOP NAME} Hops (100g) — Vacuum Packed for Freshness | The Malt Miller

ซื้อ (ชื่อสินค้า) เมล็ด « Hops » จาก The Malt Miller - ส่งฟรี เมล็ดพืช HOPS ทั้งหมดที่เราขาย บรรจุใส่ซองสุญญากาศเพื่อความสดใหม่ จัดส่งวันถัดไปหลังได้รับออร์เดอร์ก่อนเวลาบ่ายโมงตรง

และตัวอย่างด้านล่าง เป็นหน้าตาคำอธิบายของสินค้าอื่น ๆ ที่แตกต่างกัน ที่ควรออกมา

Buy Citra Hops (100g) — Vacuum Packed for Freshness | The Malt Miller

ซื้อ Citro hops ที่ The Malt Miller - ส่งฟรี เมล็ดพืช HOPS ทั้งหมดที่เราขาย บรรจุใส่ซองสุญญากาศเพื่อความสดใหม่ จัดส่งวันถัดไปหลังได้รับออร์เดอร์ก่อนเวลาบ่ายโมงตรง

Buy Centennial Hops (100g) — Vacuum Packed for Freshness | The Malt Miller

ซื้อ Centennial Hops ที่ The Malt Miller - ส่งฟรี เมล็ดพืช HOPS ทั้งหมดที่เราขาย บรรจุใส่ซองสุญญากาศเพื่อความสดใหม่ จัดส่งวันถัดไปหลังได้รับออเดอร์ก่อนเวลาบ่ายโมงตรง

คุณอาจจะต้องเขียน Template ที่แตกต่างกันออกมาสำหรับใช้กับแต่สินค้าที่แตกต่างกัน

แต่ก็เหมือนที่บอกไปว่า คุณควรเขียนคำอธิบายของคุณใหม่เองสำหรับหน้าเว็บใด ๆ ก็ตามคุณมองว่าสำคัญออกมา

คำถามคือ หน้าไหนสำคัญที่สุดล่ะทีนี้ ซึ่งหน้าที่สำคัญที่สุดก็คือ หน้าที่มี keyword ซ้ำกัน และติด 10 อันดับแรกนั่นเอง

สรุปคือ กรอง keyword เหล่านี้ออกมาใส่ spreadsheet ของคุณ และเริ่มงานของคุณได้เลย

ข้อต่อไปนี้ เป็นสิ่งสำคัญที่อย่ามองข้าม

  • เพิ่ม keyword หลักสำคัญ ๆ ไปด้วย
  • ใช้ keyword เฉพาะเจาะจงอย่างหลากหลาย (ต้องดูเหมาะกับบริบทนั้น)
  • เพิ่ม action words ลงไป เช่นคำว่า ซื้อเลย คลิกเลย ดูเพิ่มเติม ขายเลย ฟรี เป็นต้น
  • บอกวิธีการส่งสินค้าของคุณ (ส่งฟรี, ส่งวันถัดไป,คืนสินค้าฟรี เป็นต้น)
  • ปรับแต่ง CTR ที่ทำให้คนอยากกดเข้ามาดู

เคล็บลับอย่างมือโปร ทดลองใช้คำอธิบายหัวข้อและคำอธิบายเนื้อหาโดยย่อแยกรูปแบบกัน (ตัวอย่างเช่น ใส่ราคาสินค้าเพิ่มเข้าไปด้วย) เพื่อเพิ่มยอดคนกดเข้าไปมากขึ้น

แล้ว H1 คืออะไร?

H1 หรือหัวข้อใหญ่ 1 นั้นง่ายมาก เพียงแค่เขียนหัวข้อสำหรับสินค้าหมวดหมู่นั้น (ในหน้าหมวดหมู่สินค้า) และเขียนหัวข้อของสินค้านั้นก็พอ (ในหน้าสินค้า)

หากคุณทำการบ้านเหล่านี้มาดี หัวข้อ H1 ที่คุณจะใช้ก็มาจาก keyword ที่คุณต้องการโฟกัสนั่นเอง

เพราะอย่างนั้น ในส่วนนี้ ไม่มีความจำเป็นต้องทำอะไรซับซ้อน เพียงแค่ต้องรอบคอบว่าคุณเขียน H1 ไว้ในทุกหน้าของเว็บ

2.2 ปรับแต่ง URLs ของคุณ

 

Slugs URL ของเว็บไซต์ E-Commerce ส่วนใหญ่อาจดูยุ่งๆ งงๆ  เช่นเว็บจาก Topshop ด้านล่างนี้

www.topshop.com/en/tsuk/category/clothing-427/t-shirts/N-82zZqz6Zdgl

 ซึ่ง url ที่ไม่เป็นระเบียบแบบนี้ควรหลีกเลี่ยง คุณเองก็คงต้องการให้ URL slugs หรือ permalinks ของคุณให้ดูสะอาดตา อ่านออกง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้

 ซึ่งสิ่งนี้คือสิ่งแรกที่อย่างให้คุณเริ่มทำก่อน

 - ชื่อdomain.com/ชื่อหมวดหมู่สินค้า (ในหน้าหมวดหมู่สินค้า)

 - ชื่อdomain.com/ชื่อหมวดหมู่สินค้า/ชื่อหมวดหมู่สินค้าย่อย (ในหน้าหมวดหมู่ย่อย)

- ชื่อdomain.com/ชื่อหมวดหมู่สินค้า/ชื่อหมวดหมู่สินค้าย่อย/ชื่อหมวดหมู่สินค้าย่อย (ในหน้าหมวดหมู่ย่อย ๆ)

- ชื่อdomain.com/ชื่อหมวดหมู่สินค้า/ชื่อหมวดหมู่สินค้าย่อย/ชื่อหมวดหมู่สินค้าย่อย/สินค้า (ในหน้าสินค้า)

ง่ายกว่าที่คิดใช่ไหมล่ะ

เคล็ดลับเล็กน้อย คุณจะเห็นได้ว่าระบบการจัดการข้อมูลถูกทำให้ยุ่งเหยิงตั้งแต่ค่าเริ่มต้นแล้ว ตัวอย่างเช่น « WooCommerce เพิ่ม /ประเภทสินค้า/ เข้าไปกับ URL สำหรับทุกหน้าที่เป็นหน้าหมวดหมู่สินค้า ซึ่งนั่นทำให้มันยิ่งดูยุ่งเหยิง มี plugins แนะนำที่คุณสามารถกำจัดปัญหานี้ได้ แต่จากใจจริงเลยว่า บางครั้งมันก็ทำให้ดูน่ารบกวนแทนที่จะช่วยให้ดีขึ้นในบางครั้ง เพราะเช่นนั้น คำแนะนำของเราคือ อย่าไปกังวลเยอะมากในเรื่องนี้ ยกเว้นว่ามันเริ่มดูรกจนไม่น่าดูเกินไปแล้ว

ตัวอย่างจาก The Malt Miller:

  • com/ingredients/(category page)
  • com/ingredients/hops/(subcategory page)
  • com/ingredients/hops/whole/(sub‐subcategory page)
  • com/ingredients/hops/whole/citra/(product page)

พยายามทำให้ดูสะอาดตาเป็นพอ เช่นแบบนี้ก็ดูโอเค

  • com/ingredients/hops/bestcitrahops2018/

แบบนี้อาจดูเหมือนเป็น URL slug สำหรับ blog post ซึ่งอาจทำให้ไม่มีคลิกเข้ามา

บางที่อาจเลือกให้หน้าตาเป็นแบบนี้

  • com/ingredients/hops/wholehops/wholecitrahops/

การใช้คำซ้ำแบบนี้ ไม่มีผลกับการทำให้ SEO แต่มันยิ่งทำให้ดูรกตามากขึ้น

ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับเพิ่มเติมการเขียน E-Commerce URLs แบบมีประสิทธิภาพ

  • พยายามให้สั้นกระชับและภาษาไม่แข็งทื่อให้ได้มากที่สุด
  • ใส่ keyword สำคัญ หลัก ๆ เข้าไปด้วย
  • สร้างลำดับความสำคัญของหน้าและเนื้อหาของหน้านั้นให้ชัดเจน
  • ใช้สัญลักษณ์ (-) เพื่อแยกคำออกมา อย่าใช้สัญลักษณ์ underscores, เว้นว่าง, หรือตัวอักษรอื่น ๆ
  • ตรงไหนที่ไม่จำเป็น เลี่ยงการใช้ URL parameters

 2.3 เขียนคำอธิบายสินค้าและหมวดหมู่สินค้าด้วยคำที่เป็นของคุณเอง

ลองสังเกตร้านค้าปลีกชื่อดังหลาย ๆ ร้าน คุณจะเห็นว่าร้านค้าจะใส่คำอธิบายที่เขียนขึ้นเองตามหมวดหมู่สินค้าในหน้านั้น ๆ  

และในหน้าสินค้า

 topshop-camis

หน้า Camis & Vests จากแบรนด์ Topshop.

product-description-topshop

หน้าสินค้า Broderie Trim Camisole Top จากแบรนด์ Topshop

มีด้วยกัน 2 เหตุผลที่แบรนด์เลือกทำแบบนี้

  1. การเขียนแบบนี้ช่วยให้คนที่เข้ามาเยี่ยมชมหน้านี้ได้ทราบถึงสินค้าหรือหมวดหมู่ที่เข้ามาดู
  2. การเขียนแบบนี้ช่วยให้ Google เข้าใจมากขึ้นว่าหน้านี้เกี่ยวกับอะไร

อย่าลืมว่า Google จัดอันดับหน้าเว็บจาก อัลกลอริทึม ถ้าหากไม่มีคำอธิบายเนื้อหาบนหน้าเว็บนั้น ๆ จะยิ่งทำให้

อัลกลอริทึมเข้าใจเรายากขึ้นไปด้วย

เพราะฉะนั้น แนะนำว่าให้เพิ่มคำอธิบายที่คุณเขียนขึ้นเองเข้าไปในหน้า หมวดหมู่สินค้า และหน้าสินค้าด้วย

และคำว่า “ให้คุณเขียนขึ้นเอง” นั่นหมายถึง มันต้องเป็นคุณเขียนขึ้นเองจริง ๆ ที่มีเอกลักษณ์ และแตกต่างจริง ๆ

ห้าม Copy และ Paste คำอธิบายสินค้าจากเว็บไซต์อื่น ๆ ให้คุณเขียนขึ้นมาด้วยตัวคุณเอง

ต่อไปนี้เป็นแนวทางที่แนะนำ

  • เพิ่ม keyword หลักที่คุณต้องการพุ่งเป้าในคำอธิบายด้วย
  • ใส่คำโปรย หลาย ๆ คำลงไปด้วย คำที่มีความหมายคล้าย ๆ กัน และ Keyword ที่มีความหมายคล้าย ๆ กัน
  • คำที่เขียนลงไปคนที่เข้ามาเยี่ยมชมหน้านั้นต้องสามารถอ่านและเข้าใจได้
  • พยายามสื่อข้อความไปถึงผู้ที่มาเยี่ยมชมหน้าเว็บนั้นถึงสิ่งที่เขาอยากจะรู้จากหน้านั้น
  • อย่าเวิ่นเว้อ พยายามให้คำอธิบายสั้นกระชับ และไม่ดูแข็งทื่อ

 ถ้าคุณคิดว่าการต้องมานั่งเขียนแบบนี้ให้ครบทุก ๆ หน้าทำให้คุณรู้สึกว่าเยอะจนอยากจะร้องไห้ล่ะก็ แนะนำว่า

พยายามเริ่มจากหน้าที่สำคัญ ๆ ก่อน

เกร็ดความรู้ มีร้านค้า E-Commerce หลายร้านที่ขายบน Amazon และใช้คำอธิบายสินค้าเหมือน ๆ กันในทุก platform  ที่มีด้วย ลองคิดดูว่า รูปแบบไหนที่จะทำให้ติดอันดับได้มากที่สุด

2.4 ใส่ « Schema Markup » เพิ่มเข้าไป

คุณอยากให้หน้าตาของหน้าสินค้าของคุณแสดงขึ้นบน SERPs แบบไหน?

แบบนี้?

protein-powder-no-schema

หรือแบบนี้?

protein-powder-schema

ดูเหมือนเป็นการให้เลือกคลิกแบบไม่คิดเยอะใช่ไหม? ภาพหลัง (ที่มี Schema markup) ไม่เพียงแต่ดูน่าคลิก น่าสนใจแล้ว แต่ยังเป็นการช่วยให้ผู้ที่ค้นหาได้รับข้อมูลเพิ่มขึ้น การทำแบบนี้เป็นการเพิ่มให้คนเข้ามาคลิกมากขึ้นถึง 30% เลยทีเดียว

ซึ่งนั่นหมายถึง จำนวนคนที่มาเยี่ยมชมเว็บไซต์มีมากขึ้น ทำให้ขายของได้มากขึ้นนั่นเอง

และยิ่งไปกว่านั้น Google ก็อ่านข้อมูลเหล่านี้เพื่อให้เข้าใจเนื้อหาของเว็บคุณมากขึ้น (เช่น หน้านี้คือหน้าของสินค้า หรือหน้าของหมวดหมู่สินค้า หรือหน้าเกี่ยวกับ blog เป็นต้น ซึ่งตรงนี้สำคัญมากสำหรับการทำ E-Commerce SEO)

แต่การทำ Schema markup นั้นอาจซับซ้อนนิดหน่อย เพราะเช่นนั้นเรามาเริ่มจาก พื้นฐานก่อน

หน้าสินค้า

 « เพิ่ม markup บนหน้าสินค้าของคุณสิ Google จะสามารถแสดงผลลัพธ์ข้อมูลสินค้าของคุณได้อย่างละเอียดเมื่อมีคนค้นหาเข้ามา รวมถึง เมื่อคนกดหารูปก็จะเจอ คนที่เข้ามาค้นหาจะเจอ ราคา สถานะสินค้า และเรตติ้งจากรีวิวได้จากการพิมพ์ค้นหาด้วย »
Webmaster Guidelines, Google

คุณสามารถใช้ทำตามได้จาก https://schema.org/Product

มีคุณสมบัติหลายประการที่คุณสามารถใส่เพิ่มเข้าไปในหน้า schema properties ได้แต่ต่อไปนี้จะเป็นคำที่คนนิยมใช้มากที่สุด และเป็นคำที่เราเองก็แนะนำให้ใส่เพิ่มเข้าไปหากเป็นหน้าเว็บเกี่ยวกับสินค้า 

นี่คือหน้าตาที่ควรจะเป็น

<div itemscope itemtype="http://schema.org/Product">

  <span itemprop="name">Grainfather - All in one brewing system</span>

  <img itemprop="image" src="grainfather.jpg" alt='grainfather' />

  <div itemprop="aggregateRating"

    itemscope itemtype="http://schema.org/AggregateRating">

   Rated <span itemprop="ratingValue">4.3</span>/5

   based on <span itemprop="reviewCount">11</span> customer reviews

  </div>

  <div itemprop="offers" itemscope itemtype="http://schema.org/Offer">

    <span itemprop="priceCurrency" content="USD">$</span><span

          itemprop="price" content="1000.00">1,000.00</span>

    <link itemprop="availability" href="http://schema.org/InStock" />In stock

  </div>

  Product description:

  <span itemprop="description">The Grainfather is an all-in-one all-grain brewing system. It's great!</span>

</div>

 สำหรับหน้าหมวดหมู่

 « หน้าหมวดหมู่สินค้า คือหน้าที่แสดงถึงสินค้าที่แตกต่างกัน หรือ สูตรทำอาหาร วีดีโอ หรือรูปแบบอื่น ๆ หมวดหมู่แต่ละประเภทควรต้องทำ mark up โดยใช้ schema.org ประเภทที่เกี่ยวโยงกัน เช่น schema.org/Product สำหรับหน้าหมวดหมู่สินค้า แต่อย่างไรก็ดี หากสินค้าหนึ่งสินค้าใดทำการ mark แล้ว สินค้าทั้งหมดก็ต้องทำด้วย และเช่นเดียวกัน แบบนี้เป็นประเภทหน้าที่เชื่อมโยงกัน การ mark สินค้าแต่ละอันไม่ควรผูกเข้ากับหน้ารายละเอียดที่ไม่ได้อยู่หมวดหมู่เดียวกัน »
Webmaster Guidelines, Google

อ่านแล้วงงหรอ??

คุณสามารถตีความออกมาได้ตามความเข้าใจ แต่ต่อไปนี้เป็นที่เราแนะนำตามที่เราตีความ

  1. คุณสามารถ Mark up สินค้าได้มากกว่า 1 สินค้าในหน้าเว็บ 1 หน้า
  2. กรณีที่คุณ mark up สินค้าใดสินค้าหนึ่งไปแล้ว คุณต้องทำแบบนี้กับทุกสินค้า

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของหน้าหมวดหมู่สินค้า ที่ Google ให้ทำแบบนี้ น่าจะเป็นด้วยว่า การทำแบบนี้ช่วยให้ Google ถอดรหัสประเภทของหน้าเว็บหมวดหมู่นั้น ๆ ออกได้

คุณอาจไม่เห็นว่ามี ข้อมูลมากมาย แสดงขึ้นบน SERPs สำหรับหน้าเว็บประเภทหมวดหมู่

และด้วยเหตุนี้ เพื่อให้ง่ายขึ้น เราจึงแนะนำให้ mark up ทุกหน้าที่เป็นหน้าหมวดหมู่

เกร็ดความรู้ หากคุณใช้ breadcrumbs กับเว็บของคุณ (ซึ่งเราแนะนำให้ใช้) คุณก็สามารถเพิ่ม Schema markup เข้าไปได้อีกด้วย

Google บอกไว้ตามนี้ว่า
«Google Search ใช้ breadcrumbs makeup เพื่อดูหาข้อมูลต่าง ๆ และแยกประเภทของข้อมูลหน้าเว็บนั้น ๆ  จากส่วนของตัวเนื้อหาบนเว็บ ดังนั้นข้อมูลจากตรงนี้จะแสดงขึ้นเมื่อมีการค้นหา »

ส่วนที่ 3 การทำ SEO ด้านเทคนิคสำหรับเว็บไซต์ E-commerce

เว็บ E-Commerce มีแนวโน้มการเกิดปัญหาด้านเทคนิคของ SEO บ่อยกว่าแบบอื่น

ส่วนนี้ เราจะอธิบายคร่าว ๆ ว่าปัญหาที่เกิดมันคืออะไร และจะแก้อย่างไร

ต้องบอกก่อนว่า ส่วนนี้จะเกี่ยวข้องกับ data หรือตัวเลขจาก Site Audit เยอะหน่อย เพราะฉะนั้น ถ้าพร้อมแล้ว เริ่มกันเลย

3.1 แก้ปัญหาเนื้อหาที่เกิดการทำซ้ำขึ้น

ไปที่ https://ahrefs.com/site-audit > internal pages > content quality

จากนั้นคุณจะได้ออกมาหน้าตาประมาณนี้

site-audit-clusters-of-duplicate-pages

ดูงง ๆ หน่อยใช่ไหม แต่เดี๋ยวอธิบายให้เข้าใจ

ภาพที่แสดงข้อมูลสีเขียวสีส้มลายกระเบื้องนี้ แสดงให้เห็นถึงกลุ่มก้อนของข้อมูลที่ซ้ำกันบนเว็บของคุณ

ลายกระเบื้องเขียว ๆ นี้ไม่มีอะไรที่ต้องไปกังวลอะไร เพราะฉะนั้น ตอนนี้เราจะไม่สนใจตรงนี้ แต่เพราะสีส้มที่แสดงหมายถึงกลุ่มก้อนของข้อมูลที่ซ้ำกัน เราจะมาสนใจตรงนี้กันแทนเพราะมันแสดงให้เห็นว่า มีปัญหาเกิดขึ้นในส่วนนี้

เพราะฉะนั้น ให้กดไปที่แต่ละชิ้นของลายกระเบื้องสีส้ม จากนั้นดูว่ามันคืออะไร

i-scream-nails-duplicate

สังเกตว่า จะมี 2 หน้าปรากฎขึ้นบน browser tabs ด้านล่างเป็นไฟล์ GIF ที่เรากดสลับกันให้ดูว่าแตกต่างกันอย่างไร

gif-duplicate-content

คุณหาความแตกต่างของ 2 หน้านี้เจอไหม? ถูกต้องแล้ว เราเองก็หาไม่เจอ นั่นก็เพราะ 2 หน้านี้มันเหมือนกันเปี๊ยบเลยน่ะสิ มีเพียงแค่ URL ที่ไม่เหมือนเดิมแค่นั้นเอง

นี่คือ URLs ของทั้งสองหน้า

  • https://www.spoiledbrat.co.uk/collections/new-arrivals/products/i-scream-nails-pink-limousine-nail-polish
  • https://www.spoiledbrat.co.uk/collections/womens-wear/products/i-scream-nails-pink-limousine-nail-polish

ให้สังเกต จุดแตกต่างของลิงค์ด้านบนคือที่ทำไฮไลต์ไว้

ความจริงแล้วสองหน้านี้ไม่ควรจะแสดงให้เห็นได้ เพราะฉะนั้นให้ลบออกและให้ส่งหน้าใดหน้าหนึ่งในสองหน้านี้ไปที่หน้าอื่นแทน

แต่บางครั้ง การที่หน้าเว็บมีสองหน้าคล้ายคลึงกันอาจจะมีเหตุผลก็ได้เช่นกัน

และถ้าเป็นเช่นกัน canonical link คือเพื่อนที่ดีที่สุดของคุณในจุดนี้ เพราะมันจะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่า Google จะจัดทำดัชนีขึ้นมาจากแค่หน้าใดหน้าหนึ่งเท่านั้น

คุณสามารถเพิ่ม « noindex, follow » ไปที่ Meta Robots Tag ได้เช่นกัน <meta name="robots" content=« noindex,follow">

ซึ่งนี่ก็เป็นข้อชี้แนะที่ Google ไม่ได้ละเลย ถ้าหากว่าเจอ Tag นี้ 

การเพิ่ม noindex ตามด้วย meta robots tag เข้าไปที่หน้าเว็บของคุณที่เกิดปัญหาจะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าข้อมูลที่ซ้ำจะถูกแก้ไขออกไปจากตัวชี้วัดทันทีที่ Google ท่องไปบนเว็บและเจอ นั่นแปลว่า ที่คุณทำแบบนี้คือคุณต้องการให้ Google ไม่ต้องจัดทำดัชนีอจากตรงนี้

เพราะฉะนั้น อย่าไปบล็อกหน้าเว็บผ่าน robots.txt จนกว่าหน้าเว็บนั้นจะหายไปเองจากดัชนีชี้วัด

หลังจากนั้น คุณจึงสามารถบล็อคได้เพื่อให้มั่นใจว่า

  1. ข้อมูลซ้ำเหล่านี้จะไม่กลับมา
  2. คุณไม่ต้องเสีย crawl equity

 เกร็ดความรู้ เพิ่ม meta robots tag เข้าไป จากนั้นตั้งค่า « noindex, follow » ทุกหน้าที่เกิดปัญหาขึ้นบนร้านของคุณศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องวิธีการใช้ meta robots tag สามารถเข้าไปดูได้ที่ YOAST

3.2 หาหน้าเว็บที่มีปัญหาการคลิกกลับไปที่หน้าหลักไม่ได้

ถ้าคุณต้องการให้ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมหน้าหมวดหมู่หรือสินค้าบนเว็บของเราสามารถเข้าไปดูได้ง่ายและเข้าไป อ่านได้ กฎทั่วไปที่คุณต้องรู้คือ ห้ามให้หน้า Home page หรือหน้าหลักเข้าถึงได้ยากจนต้องคลิกเกิน 3 ครั้งขึ้นไป

รูปแบบโครงสร้างที่ดีควรต้องเป็น = homepage > categories > subcategoies > products
รูปแบบโครงสร้างที่ไม่ดีจะเป็น = homepage > category > caegory etc.

ถึงกฎนี้จะเป็นกฎที่ดีขนาดไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งดีกับเว็บไซต์รูปแบบ E-Commerce แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปได้

เสมอไปว่าจะสามารถใช้กฎนี้ได้จริง สำหรับเว็บไซต์ที่ค่อนข้างใหญ่

เพราะฉะนั้น กฎที่เรามองว่าดีกว่าก็คือ

ให้เช็คว่า หน้าเว็บที่สำคัญ ๆ ต้องไม่มีการคลิกเกิน  3 ครั้งเพื่อกลับไปหน้าหลัก เมื่อคลิกเข้ามาจากหน้าหลักที่

เข้ามาครั้งแรก

แต่เราจะหาได้ยังไงว่าหน้าไหนต้องคลิกไปแล้วกี่ครั้งถึงจะเจอ?

ให้ไปที่ https://ahrefs.com/site-audit > data explorer > depth is greater than 3 > Is valid (200) internal HTML page = Yes

depth-3-html

บอกเลยว่า มันคุ้มค่าแน่นอนกับการตรวจสอบหน้าเหล่านี้ และปรับหาโครงสร้าง internal linking ให้การ

คลิกกลับไปที่หน้า Homepage นั้นไม่ต้องคลิกเยอะจนเกินไป

ต่อไปนี้เป็นวิธีการหาหน้าที่เป็นปัญหาแบบนี้ (หน้าที่ไม่มี internal links ชี้กลับไปที่หน้านั้น)

https://ahrefs.com/site-audit > Data Explorer > Inlinks = 0 > Is valid (200) internal HTML page = Yes

 orphaned-pages

เห็นได้ว่ามีทั้งหมด 398 หน้า

เพราะฉะนั้นตีความได้เลยว่า มันคุ้มค่ากับการนั่งแก้ไขเรื่องนี้แน่นอน

เคล็ดลับอย่างมือโปร ให้โฟกัสไปที่หน้าที่ไม่สามารถจัดเป็นดัชนีชี้วัดได้ก่อน เพราะหน้าพวกนี้เป็นหน้าที่มีผลต่อ SEO

3.3 หาข้อผิดพลาดที่เป็น Keyword Cannibalization

« keyword cannibalization เกิดขึ้นเมื่อเว็บไซต์หนึ่ง เช่น เว็บ ahrefs.com พลาดไปจับกลุ่ม keyword เดียวกันจากโพสต์หลาย ๆ โพสต์หรือจากหลาย ๆ หน้าเว็บ »
Joshua Hardwick Head of Content, Ahrefs

นี่คือปัญหาที่เว็บไซต์ E-Commerce หลาย ๆ เว็บไซต์ต้องเจอ โดยเฉพาะเว็บไซต์เก่า ๆ และนี่เป็น วิธีการค้นหาและแก้ไขปัญหา keyword cannibalization ฉบับสมบูรณ์

ส่วนที่ 4 กระบวนการทำลิงค์จากเว็บอื่นให้เชื่อมโยงมาถึงเว็บเรา สำหรับ E-Commerce เว็บไซต์

การเชื่อมโยงลิงค์จากหน้า homepage ของคุณ หน้าสินค้า และหน้าหมวดหมู่สินค้าเป็นเทคนิคที่ไม่ค่อยมีคนเห็นว่าดีเท่าไหร่ แต่ถึงจะว่าอย่างนั้น มันก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่แย่อะไรขนาดนั้นหากว่ามันยากสำหรับคุณ มันก็ต้องยากสำหรับคู่แข่งคุณด้วย ซึ่งการทำแบบนี้ บอกเลยว่า จะทำให้การติดอันดับที่ 1 ของเว็บคุณนั้นมีความเป็นไปได้น้อยลง แต่คุณก็จำเป็นต้องมีลิงค์ของคุณอยู่บนเว็บคนอื่นอยู่ดี เพราะฉะนั้น มีอยู่หลายทางที่คุณจะทำได้

4.1 หา Sites Linking จาก Homepage ของคู่แข่งคุณ

ลองจินตนาการดูว่ามันจะดีแค่ไหน ถ้ามันมีทางหาเว็บไซต์ที่เชื่อมไปที่หน้าคู่แข่งของคุณได้หลาย ๆ ทาง ซึ่งมันก็คงจะดีมากถ้าคุณสามารถทำแบบเดียวกันกับเว็บคุณจริงไหม แน่นอนว่าจริง! นี่คือวิธีแนะนำ

ไปที่ https://ahrefs.com/link-intersect > ใส่ชื่อ homepages ของคู่แข่งลงไป

 link-intersect-ahrefs-maltmiller

เกร็ดความรู้ ตรง dropdown ให้เลือกเป็น « URL » สำหรับทุกเว็บไซต์ที่จะใส่ เพราะมันหมายถึงว่า คุณจะเห็นเฉพาะลิงค์ที่ไปถึงหน้า homepage เท่านั้น

คำแนะนำ ถ้าคุณไม่มั่นใจว่า การสร้างลิงค์จากคอมเมนต์เว็บบอร์ดของคู่แข่งคุณมีใครบ้าง ให้ไปที่ https://ahrefs.com/site-explorer > ใส่ domain คุณ > ใส่ domain คู่แข่งคุณ

themaltmiller-competing-domains

 

แนะนำให้เพิ่มคู่แข่งเข้าไปซัก 2 ที่ จากนั้นให้เริ่มจากการเลือก « any of the below targets » จากนั้น link intersect จะแสดงขึ้นมาว่าเว็บไหนมีถูกเชื่อมโยงเข้ากับคู่แข่งของคุณ สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ ค้นหาจากผลลัพธ์ที่ขึ้นมาที่สามารถไปทำเหมือนกันกับแหล่งเดียวกันได้ เช่น

Forums :

forum-link

Link Page :

links-page

 แหล่งเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้อง และเพราะเว็บเหล่านี้สามารถเชื่อมโยงไปที่หน้าคู่แข่งได้หลายทาง มันจึงง่ายมากที่จะให้เชื่อมมาหาลิงค์คุณได้ด้วย

4.2 ไปที่หน้า « Where to Buy » ของบริษัทผลิตสินค้า
บริษัทผลิตสินค้าหลายที่มีหน้าเว็บที่มีหน้าตาประมาณนี้

ss-brewtech-where-to-buy

เป็นข้อมูลที่มีการลิสต์ร้านค้าที่เก็บของไว้ (ทั้ง online และ offline) ซึ่งเค้าก็มีการเชื่อมเว็บไปตามที่ลิสต์ไว้ด้วย

วิธีนึงที่สามารถหาหน้านี้ได้คือ หาแบรนด์ที่คุณเก็บของไว้ใน Google ตามด้วย {manufacturer whose product(s)

you stock} และใส่หัวข้อข้างในว่า “where to buy” ORintitle:“stockists”

mangrove-jacks-stockists-page

จากนั้นให้เช็คผลลัพธ์ที่ได้ออกมาที่เกี่ยวข้องกัน และดูว่ามีลิสต์ หรือลิงค์เพื่อเข้าไปที่หน้า สต๊อก ว่ามีของเหมือนเราไหม หากมี ให้ไปดูหน้านั้นจากนั้น ส่งคำขอไปเพื่อทำการเพิ่มสินค้า

คุณสามารถทำได้ด้วยการใช้ ahrefs ด้วยเช่นกัน โดยไปที่ https://ahrefs.com/site-explorer > ใส่ domain ของคุณแข่ง > Backlinks

จากนั้นเข้าไปค้นหาคำ อย่างเช่น « stockists » หรือ « where to buy » ในหน้า search field 

where-to-buy-links-ecommerce

หากมีความเกี่ยวข้อง เชื่อมโยงกับเรา ให้ไปดูหน้านั้นและส่งคำขอเพื่อเพิ่มไป

 4.3 เทคนิคการทำ « International Alternative »

เทคนี้นี้เวิร์คยังไง ไปลองทำดูกัน

  1. หาคู่แข่งในตลาดที่แตกต่างกัน เช่น ตลาดคู่แข่งที่ขายในประเทศอเมริกา หากคุณทำตลาดอยู่ประเทศอังกฤษ
  2. หา Blog ที่มีการเขียน การพูดถึง หรือแนะนำเกี่ยวกับคู่แข่งคุณ
  3. ส่งคำขอให้เค้าแปะลิงค์คุณไว้ในหน้านั้น ชี้แจงประมาณว่า « มันอาจเป็นประโยชน์กับคนอ่านที่อยู่ทางฝั่งอังกฤษด้วยเช่นกัน»

มาดูตัวอย่างแบรนด์ The Malt Miller กัน

แบรนด์นี้ขายอุปกรณ์บ่มเบียร์และส่งขายในประเทศอังกฤษ ส่วน Northen Brewer ขายอุปกรณ์การบ่มเบียร์และส่งขายในประเทศอเมริกาง

เมื่อได้ข้อมูลแล้ว ให้เราตามหา blog ที่มีการเขียนแนะนำ Northern Brewer และดูว่ามีเนื้อหาในสามารถแปะลิงค์เราเข้าไปให้คนอ่านสามารถมีไอเดียอ่านเพิ่มเติมได้ เพื่อเพิ่มตัวเลือกประเทศอื่น ๆ ให้คนอ่านด้วย

ไปที่ https://ahrefs.com/content-explorer > « from {brand} »

ภาพด้านล่างแสดงผลลัพธ์ของการค้นหาคำว่า « northern brewer » มีทั้งหมด 1800 ผลลัพธ์

northern-brewer-content-explorer

ใช่ว่าทุกผลลัพธ์ที่แสดงจะเกี่ยวข้องกัน อาจมีบางผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องกันเท่านั้น

ตัวอย่างเช่น รูปด้านล่างเป็น blog post เกี่ยวกับการพูดถึงการบ่ม cider และมีลิงค์แปะไปที่ Northern Brewer: และมันเป็นโพสที่เขียนดีมากเกี่ยวกับขั้นตอนการบ่ม cider ส่วนผสม และอุปกรณ์ที่คุณต้องใช้

 the-manual-cider-norther-brewer

แต่สำหรับคนอ่านที่มาจากประเทศอังกฤษ ถ้ากดเข้าไปที่เว็บนั้นก็จะไปที่ปลายทางที่ไม่ได้ส่งมาประเทศอังกฤษ เพราะ

ฉะนั้นเพื่อเป็นทางเลือกเพิ่มเติมให้ผู้อ่านที่อาจมาจากประเทศอังกฤษก็อาจจะเป็นประโยชน์กับบล็อคนี้และผู้อ่านบล็อคนี้อีกด้วย

 นี่เป็นตัวอย่างของอีกเพจนึง

 northern-brewer-the-kitchn

เรื่องราวใกล้เคียงกัน และมีการให้ลิงค์ไปที่ Northern Brewer และ amazon.com ด้วย ซึ่งนั่นก็ไม่ค่อยจะเป็นประโยชน์กับคนที่มาเยี่ยมชมที่เป็นชาวอังกฤษเท่าไหร่นัก เป็นต้น

การแปะลิงค์จากเว็บไซต์อื่น ๆ นั้นง่ายมาก แค่คุณติดต่อไปหาเขา และขอให้เค้าเพิ่มลิงค์คุณเข้าไปเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้อ่านที่มาจาก UK ของหน้านั้น ๆ

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างอีเมลล์ที่คุณสามารถเขียนส่งได้

สวัสดี [ชื่อ]

ผม จอร์ช จาก The Malt Miller

ผมได้เข้ามาอ่านคู่มือการบ่ม cider ที่คุณเขียน และสังเกตเห็นว่าคุณมีการเชื่อมโยงลิงค์ไปที่ Northern Brewer

ผมทำธุรกิจมา [จำนวนปี] แล้ว และผมรู้มาว่า Northen Brewer เป็นบริษัทขายอุปกรณ์ที่ดีที่นึงที่คุณพูดถึงไว้

 (ชื่ออุปกรณ์) แต่น่าเศร้าที่ ที่นั่นไม่ได้ส่งไปที่ประเทศอังกฤษ

อย่างไรก็ตาม พวกเราเองก็ขายของแบบเดียวกันที่ประเทศอังกฤษ ผมจึงสงสัยว่าถ้าคุณจะลองพิจารณาเพิ่มเราเข้าไปใน

โพสตรงเดียวกับ Northern Brewer จะได้ไหมครับ ผมคิดว่า มันอาจเป็นประโยชน์กับผู้อ่านชาวอังกฤษของคุณด้วย

ยังไงก็บอกผมนะครับ

ขอบคุณครับ!

จอร์ช

ลองทำแบบนี้ครั้งสองครั้งหรือมากกว่านั้น และเรามั่นใจว่าคุณจะสามารถแปะลิงค์ได้กับบาง post แน่นอน

เกร็ดความรู้ มันขึ้นอยู่กับคุณนะว่าคุณเป็นสายขาวขนาดไหน เพราะกระบวนการเหล่านี้ที่กล่าวไปนั่นคือสายขาวโดยแท้จริง แต่ก็มั่นใจว่า สำหรับสายเทา หรือสายดำ ที่สร้างสรรค์หน่อยคงคิดออกแล้วล่ะว่าจะเพิ่มการนำลิงค์นี้ไปแปะยังไงบอกได้แค่นี้ เพราะเราเองก็ไม่สนับสนุนให้เป็นสายดำ เพราะมันค่อนข้างเสี่ยง แต่ก็นั่นแหละ คุณเลือกเอง

ส่วนที่ 5 เขียน Content ทางการตลาดสำหรับเว็บไซต์ E-commerce

จากที่กล่าวไปแล้วข้างต้นเกี่ยวกับ การเชื่อมโยงลิงค์ ว่าการทำแบบนี้ทั้งกับหน้าหมวดหมู่สินค้าหรือหน้าสินค้านั้นอาจจะยากไป ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะ น้อยคนนักที่อยากจะแปะลิงค์ให้ ความจริงก็คือ มันง่ายกว่าที่จะทำการตลาดและแปะลิงค์ลงบนหน้าเนื้อหาที่ให้ข้อมูลของตัวเอง เช่น หน้า blog post หน้าเกี่ยวกับ infographics หน้าเกี่ยวกับเครื่องมือ เป็นต้น แต่การทำแบบนี้สำหรับ E-Commerce ก็สร้างยอดขายให้ค่อนข้างน้อย

จากที่กล่าวไปว่า คุณสามารถเขียน Content เพื่อเพิ่มอัตราคนเข้ามาของหน้านั้น ๆ (หน้าสินค้าและหมวดหมู่สินค้า) บนเว็บ E-Commerce ของคุณ

สาสน์จากผู้เขียน สำหรับในส่วนนี้ จะเป็นการยกตัวอย่างจาก The Malt Miller อีกครั้ง

 5.1 เขียนอะไรซักอย่างที่ « คุ้มค่ากับการคลิกไปดู ไปอ่าน »
สิ่งแรกที่ต้องทำก่อน ก็คือ คุณจำเป็นจะต้องเขียน content ซักชิ้นที่เกี่ยวกับ ตลาดเฉพาะกลุ่มที่ถ้าอ่านแล้วจะอยากติดตาม ซึ่งด้านล่างนี้ก็เป็น แหล่งความรู้ที่ช่วยคุณได้แต่เพราะเราอยากให้คู่มือนี้ มันทำได้จริง มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราจะมาบอกเทคนิคของการหาไอเดียการแปะลิงค์ที่คน

อยากแชร์ในตลาดเฉพาะกลุ่มของคุณกัน

ไปที่  https://ahrefs.com/content-explorer > ใส่ keyword ที่เกี่ยวข้องกับตลาดเฉพาะกลุ่มของคุณ > filter for pages 100+ referring domains

content-explorer-brewing

จากนั้นก็ค้นหาจากผลลัพธ์ที่แสดง ให้เลือกหน้าที่เกี่ยวข้องกับตลาดเฉพาะกลุ่มของคุณมากที่สุด เช่น คำนวณการบ่มเบียร์

brewing-calculator

ซึ่งหน้านี้ก็มีการอ้างถึง domains นี้ถึง 128 ครั้ง และนั่นก็แปลว่ามีคนเข้าไปเยอะสมควร (ถือเป็นโบนัสเลยล่ะ)

พอเราได้ไอเดีย content ที่ผ่านแล้ว (เกี่ยวกับการคำนวณการบ่มเบียร์) ที่ทั้งเกี่ยวข้องกับตลาดเฉพาะกลุ่มของเรา และก็ ยังดึงดูดลิงค์หลาย ๆ ลิงค์ ในจุดนี้ ก็ง่ายละ เป็นขั้นตอนการเขียนให้คล้าย ๆ กันออกมา และจริง ๆ ควรจะดีกว่า จากนั้น คุณก็สามารถใช้คู่มือแนะนำด้านล่างนี้เพื่อโปรโมตและสร้างลิงค์ให้มันได้

5.2 เพิ่ม internal links อย่างมีชั้นเชิง

ตอนนี้คุณคงมี content ที่เป็นการบอกข้อมูลซักชิ้นสองชิ้นที่ดึงดูดให้กดลิงค์เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การทำ internal link จาก content นึงไปอีกหลาย ๆ content ที่คุณต้องการจะผลักดัน

ซึ่งเราแนะนำแบบนี้ว่า

  1. เช็คให้รอบคอบว่า หน้าที่คุณจะทำการให้เค้าลิงค์มา มันลิงค์ไปที่ internal page ที่เกี่ยวข้องกันเท่านั้น

มันก็คงจะแปลก ๆ ถ้าคุณจะลิงค์เรื่องเกี่ยวกับอุปกรณ์บ่มเบียร์ไปในหน้าที่เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับ การคำนวณการบ่มเบียร์ เพราะคนที่จะคำนวณได้นั้นก็คงต้องมีอุปกรณ์เหล่านี้ครบอยู่แล้ว แต่ถ้าจะทำการคำนวณได้ (จากเครื่องคำนวณของคุณ) คนอ่านอาจจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับส่วนผสมมากกว่า เพราะฉะนั้นมันคงจะสมเหตุสมผลมากกว่าที่จะเชื่อมลิงค์ของหน้าหมวดหมู่ส่วนผสมเข้ามาไว้หน้านี้

  1. เชื่อมลิงค์ไปที่หน้าสินค้าหรือหน้าหมวดหมู่สินค้า

จำไว้ว่า หน้าเหล่านี้แหละที่คุณต้องการผลักดันมากที่สุด เพราะเป็นหน้าที่ทำให้คุณมีรายได้เพิ่มกับธุรกิจของคุณ การเชื่อมลิงค์ภายในหน้าเว็บของเรากันเองหรือ Internal links เข้าไปกับหน้าสินค้าหรือหน้าหมวดหมู่สินค้านั้นจะช่วยส่งเสริมตำแหน่งที่ดีบน SERPs อีกด้วย

ยกตัวอย่างให้เข้าใจมากขึ้นของกลยุทธ์นี้ ให้เข้าไปดู Refractometer calculator จาก Northern Brewer ตามข้อมูลจาก Site Explorer จะเห็นได้ว่ามีจำนวนลิงค์ 2000+ จาก 74 domains ที่มีการอ้างถึง

refractometer-calculator-links

 

 ซึ่งนั่นก็อาจเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม Northern Brewer ถึงเลือกเชื่อมลิงค์ไปที่หมวดหมู่ « Hydrometers & Refractometers » จากหน้าการคำนวณ

refractometer-link

ข้อมูลเพิ่มเติมอยากให้ทราบคือ หน้า หมวดหมู่« Hydrometers & Refractometers » นั่นถูกจัดอันดับให้เป็นอันดับ 1 สำหรับ « brewing hydrometer » เลยทีเดียว

northern-brewer-ranking

เกร็ดความรู้ ที่ให้ทราบข้อมูลนี้ไม่ใช่ว่ากลยุทธ์ internal linking ของเค้าจะเป็นเหตุผลเดียวและเหตุผลหลักที่ทำให้หน้านี้ติดอันดับแบบนี้ได้ แต่ก็มั่นใจว่าการทราบข้อมูลนี้เป็นประโยชน์แน่นอน

บทส่งท้าย!!

บทความนี้ไม่ได้นำเสนอการทำ SEO รูปแบบใหม่ แต่ถ้าคุณทำตามคำแนะนำที่ยาวเหยียดข้างต้นนี้แล้วล่ะก็ เรากล้าการันตีเลยว่า เว็บไซต์ของคุณจะดีเด่นเหนือคู่แข่งมากกว่า 90% แน่นอน

 

Topics: SEO, E-Commerce

content marketing service